Home ⁄ health news ⁄ แนะของเล่นแสนวิเศษดีที่สุดของลูก

แนะของเล่นแสนวิเศษดีที่สุดของลูก

รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขแนะ 10 วิธี เลี้ยงดูลูกสมัยใหม่ให้สุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ พบว่าของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับเด็กคือพ่อแม่ ช่วยสร้างพัฒนาการและความอบอุ่น พร้อมนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อในการเลี้ยงลูกยุคใหม่ แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการเลี้ยงดูลูกว่า ในปัจจุบันอยู่ในยุคเจนเนอเรชัน เอลฟา (Generation Alpha) เป็นเด็กที่เกิดในปี 2553 เป็นต้นมา

ที่เทคโนโลยีข่าวสารเฟื่องฟู มีพ่อแม่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็น ทำให้เด็กอยู่กับเทคโนโลยีมากกว่าบ้าน วัด โรงเรียนหรือบุคคลในครอบครัว ทำให้ขาดทักษะในการสื่อสารด้วยแววตาหรือการสัมผัสทางกายกับบุคคลใกล้ชิด เพราะทุกอย่างอยู่ในโลกของอินเทอร์เน็ตที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เด็กไม่สามารถแยกได้ว่าสิ่งไหนผิด ถูก สิ่งไหนควร ไม่ควร ทำให้เสี่ยงต่อการถูกหลอก เพราะรู้ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของคนลวงในโซเซียลมีเดีย ดังนั้นการเลี้ยงดูลูกในยุคนี้จึงมีความสำคัญยิ่ง ต้องนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับการเลี้ยงดูลูก เพื่อให้เด็กมีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนี้ 1.สอนให้ลูกรู้จักใช้อินเตอร์เน็ต ค้นข้อมูล อธิบายให้รู้ถึงพิษภัยที่แอบแฝง แนะนำเว็บไซต์การเรียนรู้ภาษา สวนสัตว์ หรือเว็บไซต์สำหรับเด็ก และบล็อกเว็บไซต์สื่อลามกอนาจารที่ไม่เหมาะสม 2.ควบคุมการใช้เทคโนโลยีในบ้าน ปิดทีวี อินเทอร์เน็ต แล้วหันมาเล่นกับลูก โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ เพราะของเล่นที่ดีสำหรับลูก คือ พ่อแม่ นอกจากจะเป็นการสร้างความอบอุ่นที่ดีแล้วยังเป็นการสร้างพัฒนาการของลูกได้ดีกว่าการให้ลูกเล่นเกมออนไลน์ เพราะการให้ลูกเล่นเกมส์ออนไลน์หรือคอมพิวเตอร์มากเกินไปจะทำให้เด็กมีแนวโน้มที่จะอยู่ในโลกส่วนตัวสูง ความสามารถในการสร้างปฏิสัมพันธ์ พูดคุย กับบุคคลอื่นลดลง 3.ให้ลูกดื่มนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก และทานอาหารครบคุณค่า ในสัดส่วนที่เหมาะสมฝึกทักษะการกินและสร้างนิสัยการกินที่ดีไม่กินตามกระแสโฆษณา โดยเฉพาะอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม ขนมกรุบกรอบ 4.ส่งเสริมให้ลูกรู้ภาษามากกว่าหนึ่ง ย่อมได้เปรียบในทุกด้าน โดยเฉพาะการประกอบอาชีพการงานในอนาคต 5.รับฟังทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกพูดคุยแสดงความรู้สึก ความคิดเห็น ยอมรับในตัวลูก การพูดคุยตอบโต้กับลูก การกระตุ้นให้ลูกได้คิด ได้สนใจและไต่ถามถึงความเป็นไปในสิ่งรอบตัว เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ การพัฒนาของสมองใ ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth